ÓG E L · 2018-01-04 · Ó | g e l ÓÑÑÒ...

Click here to load reader

  • date post

    29-Feb-2020
  • Category

    Documents

  • view

    1
  • download

    0

Embed Size (px)

Transcript of ÓG E L · 2018-01-04 · Ó | g e l ÓÑÑÒ...

  • ๒ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    ค าน า

    การพฒันาประเทศไปสู่สังคมอุดมปัญญา จะตอ้งอาศยับุคลากรท่ีมีความรู้ ความสามารถ ตระหนกัในความส าคญัของการรับรู้ขอ้มูลและสารสนเทศต่างๆ อยา่งมีวิจารญาณ จนเกิดปัญญาปฏิบติัเพื่อน าองคค์วามรู้ไปใชใ้ห้เกิดประโยชน์ การจดัการความรู้จึงเป็นส่ิงส าคญัท่ีจะตอ้งปลูกฝังและฝึกฝน ทั้งดา้นการสืบคน้ วิเคราะห์ และสังเคราะห์เพื่อน าเสนอองคค์วามรู้ท่ีถูกตอ้งเหมาะสมในรูปแบบต่างๆ รายวิชาภาษาไทยเชิงวิชาการ GEL 2001 จึงเกิดข้ึนเพื่อมุ่งเนน้ให้ผูเ้รียนตระหนกัถึงความส าคญัและใช้ภาษาเชิงวิชาการเพื่อถ่ายทอดงานวิชาการในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างถูกตอ้งและเหมาะสม รายวิชาภาษาไทยเชิงวิชาการน้ีจดัท าโดยศูนยก์ารศึกษาทัว่ไป มหาวิทยาลยัราชภฏัสวนสุนนัทาท่ีมุ่งพฒันาการเรียนการสอนหมวดวิชาศึกษาทัว่ไป หลกัสูตรปริญญาบณัฑิต มีการเรียนการสอนตามหลกัการปฏิรูปการเรียนรู้ตามระบบการเรียนกลุ่มใหญ่ ร่วมกบัระบบ E-Learning เนน้ให้ผูเ้รียนศึกษาดว้ยตนเองเพื่อพฒันาศกัยภาพของผูเ้รียนต่อไป

    เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทยเชิงวิชาการ GEL 2001 น้ี คณาจารยผ์ูเ้ขียนไดแ้บ่งเน้ือหาออกเป็น ๘ หน่วยการเรียน ไดแ้ก่ หน่วยการเรียนท่ี ๑ ความรู้พื้นฐานเร่ืองการเขียนเชิงวิชาการ หน่วยการเรียนท่ี ๒ การใช้ภาษาเชิงวิชาการ หน่วยการเรียนท่ี ๓ การสืบคน้ขอ้มูลและการอา้งอิงเชิงวิชาการ หน่วยการเรียนท่ี ๔ การเขียนรายงานวิชาการ หน่วยการเรียนท่ี ๕ การเขียนบทความแสดงความคิดเห็น หน่วยการเรียนท่ี ๖ การเขียนบทความวิชาการ หน่วยการเรียนท่ี ๗ การเขียนเอกสารราชการ และหน่วยการเรียนท่ี ๘ การเขียนรายงานวิจยั เอกสารประกอบการสอนน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการศึกษารายวิชาภาษาไทยเชิงวิชาการระดบัเบ้ืองตน้เท่านั้น ผูเ้รียนจะตอ้งศึกษาเพิ่มเติมในระบบ E-Learnning ท่ีคณาจารยส์าขาวิชาภาษาไทยไดจ้ดัท าร่วมกบัเอกสารประกอบการสอนเล่มน้ีจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะจะมีแบบทดสอบประจ าแต่ละหน่วยส าหรับวดัความรู้ของผูเ้รียนซ่ึงจะท าให้มีความเขา้ใจในบทเรียนมากยิง่ข้ึน รวมทั้งฝึกใหผู้เ้รียนมีความรับผดิชอบท่ีจะตอ้งศึกษาเพิ่มเติมดว้ยตนเอง มีวินยัต่อการปฏิบติักิจกรรมในแต่ละหน่วยการเรียน ตอบสนองต่อปณิธานของมหาวิทยาลยัท่ีตอ้งการมุ่งให้ผูเ้รียนเป็นผู ้“ทรงปัญญา ศรัทธาธรรม น าสังคม” สมดงัปณิธานอยา่งแทจ้ริง

    คณาจารย์สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

  • สารบัญ

    หน้า หน่วยการเรียนที ่๖ การเขียนบทความวชิาการ ๙๙ ความรู้พื้นฐานในการเขียนบทความวชิาการ ๑๐๐ องคป์ระกอบของบทความวิชาการ ๑๐๑ หลกัการเตรียมตวัเขียนบทความวชิาการ ๑๐๔ จรรยาบรรณในการเขียนบทความวชิาการ ๑๐๖

    UserTypewritten Textนักศึกษาสามารถดาวน์โหลดไฟล์ Powerpoint จากเอกสารแนบ (Attachments file)

  • หน่วยการเรียนที ่๖ การเขยีนบทความวชิาการ

    แนวคิด

    ๑. บทความทางวชิาการเป็นงานเขียนเพื่อเสนอความรู้ ความคิดเห็นใหม่ ท่ีไดศึ้กษาคน้ควา้ในเชิงวเิคราะห์ วจิารณ์ ใหบุ้คคลอ่ืนๆไดรั้บทราบอยา่งมีคุณภาพ

    ๒. ผูเ้รียบเรียงบทความวชิาการจะเป็นผูใ้ฝ่รู้ และมีความคิดกวา้งไกล สามารถวางโครงเร่ือง และคดัเลือกการอา้งอิงไดส้อดคลอ้งกบัเร่ือง

    ๓. การเขียนบทความวชิาการท่ีดีจะเป็นผูท่ี้มีการใชภ้าษาดี

    วตัถุประสงค์ เม่ือศึกษาเน้ือหาในหน่วยการเรียนท่ี ๖ แลว้ ผูเ้รียนสามารถ

    ๑. อธิบายวธีิการคน้ควา้ และเรียบเรียงบทความวชิาการได้ ๒. บอกและเขียนองคป์ระกอบของบทความวชิาการได้ ๓. อธิบายความหมายของค าวา่จรรยาบรรณในการเขียนบทความวชิาการได ้๔. สามารถเขียนบทความทางวิชาการได ้

    วธีิการเรียน

    ๑. ศึกษาเอกสารประกอบการเรียนหน่วยการเรียนท่ี ๖ ๒. เขา้ฟังการบรรยายระบบการเรียนกลุ่มใหญ่คร้ังท่ี ๖ ๓. ท าแบบทดสอบทา้ยการเรียนระบบการเรียนกลุ่มใหญ่ ๔. ศึกษาดว้ยตนเองระบบ E- learning ๕. ท าแบบทดสอบประจ าหน่วยจากระบบ E- learning

  • หน่วยการเรียนที ่ ๖ การเขยีนบทความวชิาการ

    อาจารย์ยวุดี คฤหบดี

    อาจารย์ ดร. สหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ

    บทความคืองานเขียนประเภทหน่ึงท่ีมีการเรียบเรียงเน้ือหาดว้ยภาษาร้อยแกว้ มีจุดมุ่งหมายอยา่งชดัเจน เช่น ใหค้วามรู้ความเขา้ใจเก่ียวกบัขอ้เทจ็จริง เหตุการณ์ เร่ืองราว และขอ้คิดเห็น เพื่อแนะน าหรือวิจารณ์ โดยการอธิบายขยายความ แสดงเหตุผล สนับสนุน หรือโตแ้ยง้ บทความวิชาการท่ีดีจะตอ้งส่ือสารกับผู ้อ่านได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น ใช้ถ้อยค าท่ีสั้ น กะทัดรัด เน้ือหาเป็นเอกภาพและสัมพนัธภาพตลอดตั้งแต่ตน้จนจบบทความ และมีการสรุปให้ขอ้คิดเห็นหรือแนะน าแนวทาง รวมทั้งมีขอ้เสนอแนะใหผู้อ่้านสามารถน าไปคิดหรือวเิคราะห์ต่อไปได ้

    ความรู้พืน้ฐานในการเขยีนบทความวชิาการ ความหมายของบทความวชิาการ ธิดา โมสิกรัตน์ (๒๕๕๒, หนา้ ๑๑๐) กล่าววา่บทความวชิาการหมายถึง เร่ืองราวท่ีเสนอสาระความรู้และทศันะทางวิชาการ ซ่ึงส่วนใหญ่ตีพิมพใ์นวารสารของสมาคมทางวิชาชีพหรือหน่วยงานในสถาบนัการศึกษา บทความทางวิชาการจึงเป็นงานเขียนท่ีเรียบเรียงดว้ยภาษาแบบแผน มีจุดมุ่งหมายให้ความรู้ ทศันะ ขอ้เทจ็จริง น าเสนอองคค์วามรู้ใหม่ท่ีเกิดจากการศึกษาคน้ควา้ การสังเกต การสัมภาษณ์ การทดลอง การวเิคราะห์ บทความวชิาการ ตอ้งมีการน าเสนอปัญหาหรือแนวทางแกไ้ขท่ีสอดคลอ้งกบัองคค์วามรู้ในสาขานั้นๆดว้ย บทความวิชาการท่ีดีจะตอ้งน าเสนอความแปลกใหม่น่าสนใจ ทั้งน้ีความแปลกใหม่น่าสนซ่ึงอาจจะมาจากการพบขอ้มูลใหม่ในวิชาการสาขานั้นๆ หรือเป็นการตีความใหม่ต่อยอดจากขอ้คน้พบเก่าก็ได ้ ทิศนา แขมมณี (๒๕๕๐) ไดใ้ห้ความหมายว่าบทความทางวิชาการตอ้งมีวตัถุประสงค์ในการน าเสนอความรู้ ความคิดใหม่ๆ รวมทั้งประสบการณ์ของผูเ้ขียนเก่ียวกบัเร่ืองนั้นๆ บนพื้นฐานของวิชาการหรืออาจจะเป็นการแสดงความคิดเห็นในเชิงวิเคราะห์ วิจารณ์ เพื่อน าเสนอแนวคิดใหม่ๆ เก่ียวกบัเร่ืองนั้น ๆ หรือเป็นการตั้งค าถาม ประเด็นใหม่ๆ ท่ีจะกระตุน้ให้ผูอ่้านเกิดความสนใจท่ีจะศึกษาคน้ควา้ในต่อไป

    สรุปไดว้่า การเขียนบทความทางวิชาการหมายถึงการเรียบเรียงเน้ือหาทางวิชาการเพื่อเสนอขอ้มูลความรู้จากการศึกษาคน้ควา้ วิเคราะห์ วิจารณ์ ประกอบทศันะอยา่งมีระบบเพื่อตีพิมพใ์นส่ือต่างๆ เพื่อให้คนในวงวิชาการรับทราบ บทความทางวิชาการท่ีดี ควรมีส่วนช่วยกระตุน้ให้ผูอ่้านไดแ้นวคิด

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๐๑

    แนวทางในการน าความคิดนั้นไปใชใ้ห้เกิดประโยชน์ในรูปแบบหน่ึง หรือช่วยกระตุน้ให้ผูอ่้านเกิดการพฒันาความคิดต่อไป บทความวิชาการท่ีดีจะต้องแทรกทศันะหรือข้อคิดเห็นของผูเ้ขียนบทความ ดังนั้ นผูเ้ขียนบทความวิชาการจึงตอ้งศึกษา คน้ควา้ขอ้มูลอยา่งถูกตอ้ง มีการวิเคราะห์อย่างละเอียด อีกทั้งยงัตอ้งพึงระมัดระวงัการแสดงทัศนะหรือข้อคิดเห็นส่วนตัวตามจรรยาบรรณของนักวิชาการด้วย ทั้ ง น้ีเน่ืองมาจากบทความวิชาการจะตอ้งมีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน มกัเผยแพร่ในส่ือส่ิงพิมพ์ เช่น วารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ปัจจุบนัน้ีดว้ยความก้าวไกลทางเทคโนโลยี บทความวิชาการอาจจะเผยแพร่ในรูปแบบของส่ือสารสนเทศ เช่น ในเวบ็ไซต์ต่างๆ ส่ืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซีดีรอม ดงันั้นจึงอาจจะเกิดปัญหาท่ีตามมาด้วยการละเมิดลิขสิทธ์ิหรือการกล่าวพาดพิงนักวิชาการ หรือผลงานของนกัวชิาการ จนสร้างความเส่ือมเสียแก่นกัวชิาการท่านอ่ืนๆ ได ้

    องค์ประกอบของบทความวชิาการ การเขียนบทความวชิาการนั้น จะตอ้งเขา้ใจถึงองคป์ระกอบของบทความวิชาการในล าดบัแรกก่อนว่าบทความวิชาการมีลกัษณะและองค์ประกอบอย่างไร เพื่อน าไปสู่กระบวนการเขียนไดอ้ย่างมีประสิทธิภาพ องคป์ระกอบของบทความนั้นสามารถแบ่งได ้๓ ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนประกอบตอนตน้ ส่วนเน้ือหาและส่วนทา้ย ๑.๑ ส่วนประกอบตอนต้น บทความวิชาการ ส่วนประกอบตอนต้นจะเป็นส่วนท่ีบอกรายละเอียดเก่ียวกับบทความเร่ืองนั้นๆ การเขียนส่วนประกอบตอนตน้หรือส่วนน าเร่ืองท่ีดีจะตอ้งมีการครอบคลุมตั้งแต่ช่ือเร่ือง ช่ือผูเ้ขียน จุดมุ่งหมายในการเขียน บางบทความจะมีบทคดัยอ่เพื่อสรุปสาระสังเขปของบทความเร่ืองนั้นๆ เพื่อบอกเน้ือหาอยา่งยน่ยอ่ของบทความ การเขียนส่วนตน้มีกระบวนการดงัน้ี ๑.๑.๑ การตั้งช่ือเร่ือง การตั้งช่ือเร่ืองมีความส าคญัต่อการเขียนบทความวิชาการอยา่งยิ่ง เพราะการตั้งช่ือเร่ืองท่ีดี มีความน่าสนใจสามารถโน้มน้าวให้ผูอ่้านมีความสนใจอยากจะอ่านบทความเร่ืองนั้นๆ โดยการตั้งช่ือบทความวชิาการมกัจะก าหนดเป็นค า วลี ประโยค อาจจะมีการตั้งเป็นกลุ่มค า กลุ่มวลีหรือกลุ่มประโยคและตามทา้ยช่ือเร่ืองดว้ยเคร่ืองหมายทวิภาค (:) ตวัอยา่งการตั้งช่ือเร่ือง เช่น ๑) การตั้งช่ือเร่ืองแบบค า เช่น กหังปายา นโลปาขยานมั พระนลค าหลวงและพระนลค าฉนัท ์ ธรณีประตู มหาภารตะ ฯลฯ ๒) การตั้งช่ือเร่ืองแบบวลี เช่น เร่ืองนุ่งเส้ือห่มเส้ือ ภาษาเด็กสองขวบ สยามเมืองยิม้ ศพัทส่์องวรรณกรรม คนดีศรีอยธุยา เดียง(ภา)สา ยวนพา่ยโคลงดั้น: มุมมองใหม่ ฯลฯ ๓) การตั้งช่ือเร่ืองแบบประโยค เช่น ใครแต่งลิลิตพระลอ วาทกรรมท าเหตุในลิลิตพระลอ อ่านออกเขียนไดอ้ยา่งไทยโบราณ (ไข)ขอ้ขอ้งใจในราชาศพัท ์ ไวพจน์พิจารณ์ : แบบเรียน

  • ๑๐๒ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    ค าพอ้งสมยัรัชกาลท่ี ๕ อิทธิพลของงานสุนทรภู่ท่ีมีต่อนิทานวดัเกาะ “ความเป็นชาย” ในวรรณคดีค าสอนผูช้ายและวรรณคดีเร่ืองเอกของไทย ฯลฯ นอกจากการตั้งช่ือเร่ืองแลว้ ในส่วนตน้จะตอ้งบอกรายละเอียดเก่ียวกบัผูเ้ขียนซ่ึงจะใชช่ื้อจริงไม่ใช้นามแฝง นอกจากน้ีอาจมีการแนะน าผูเ้ขียน ด้วยการบอกต าแหน่ง สถานะของผูเ้ขียน ระดับการศึกษาจนถึงสถานท่ีท างาน รวมทั้งหมายเลขโทรศพัท์หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ของผูเ้ขียนบทความวชิาการเร่ืองนั้นๆ เพื่อติดต่อซกัถามในประเด็นท่ีมีขอ้สงสัยจากบทความท่ีอ่าน ๑.๑.๒ การสรุปสาระสังเขป บทความวิชาการเป็นงานเขียนท่ีมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้ รวมทั้งเพื่อแลกเปล่ียนประสบการณ์ระหวา่งนกัวชิาการในสาขาท่ีผูเ้ขียนบทความประจ าอยูห่รือมีความเก่ียวขอ้ง แต่ในบางคร้ังก็อาจมีผูท่ี้อยู่ในสาขาวิชาการอ่ืนและมีความสนใจท่ีจะอ่านบทความท่ีไม่ใช่สาขาของตนเอง ดงันั้นบทความวิชาการจึงตอ้งมีสาระสังเขปหรือบทคดัย่อ (Abstract) เพื่อส าหรับสรุปสาระส าคัญจากบทความฉบับเต็ม สาระสังเขปท่ีดีจะต้องมีความยาวไม่เกินหน่ึงหนา้กระดาษ A ๔ หรือถา้เป็นภาษาองักฤษจะตอ้งมีจ านวนค าไม่เกิน ๓๐๐ ค า สาระสังเขปท่ีดีจะตอ้งครอบคลุมถึงจุดมุ่งหมาย วิธีการวิเคราะห์ เน้ือหาและผลการสรุปเพื่อให้ผูอ่้านท่ีเป็นนกัวิชาการทางดา้นสาขาวิชานั้นๆ หรือผูอ่้านทัว่ไปท่ีมีความสนใจสามารถอ่านแลว้เขา้ใจเน้ือหาของบทความนั้นไดใ้นระยะเวลาท่ีรวดเร็ว ๑.๒ ส่วนเนือ้หา การน าเสนอเน้ือหาในบทความวิชาการนบัว่ามีความส าคญัอย่างยิ่ง เพราะเป็นการกล่าวถึงรายละเอียดของเน้ือหาของบทความท่ีผูเ้ขียนบทความไดเ้รียงล าดบัเป็นประเด็นหรือหวัขอ้ไว ้มีองคป์ระกอบท่ีส าคญัคือบทน า เน้ือเร่ือง บทสรุป ๑.๒.๑ บทน า บทน าเปรียบเสมือนการเปิดหนา้ต่างบานแรกไปสู่แต่ละส่วนของบทความ ถา้ผูเ้ขียนบทน าไม่สามารถชกัจูงใจหรือน าเสนอความคิดท่ีน่าสนใจไวใ้นบทน า ก็อาจท าให้ผูอ่้านไม่สนใจท่ีจะอ่านเน้ือเร่ืองต่อไป ดงันั้นบทน าจึงมีความส าคญัท าให้ผูอ่้านสามารถติดตามหรือมีความสนใจต่อบทความเร่ืองนั้นๆ ได้ การเขียนบทน าอาจจะเป็นการกล่าวถึงปัญหาหรือความเป็นมาของหวัขอ้หรือเน้ือเร่ืองท่ีจะน าเสนอ เพื่อเป็นการช้ีให้ผูอ่้านเขา้ใจก่อนวา่ผูเ้ขียนบทความจะกล่าวถึงอะไร บางคร้ังอาจเป็นการเกร่ินน าความน่าสนใจของบทความก็ได ้ การเขียนบทน าท่ีดีจะตอ้งมีลกัษณะท่ีเร้าความสนใจหรือให้พื้นฐานความรู้ความเขา้ใจเก่ียวกบัเร่ืองท่ีจะกล่าว เพื่อให้ผูอ่้านมีความรู้เบ้ืองตน้ก่อนท่ีจะอ่านในเน้ือเร่ืองต่อไป การเขียนค าน าควรเขียนให้กระชับไม่เยิ่นเยอ้ ตรงประเด็น มีความสอดคลอ้งกบัช่ือเร่ือง โดยจบัประเด็นจากช่ือเร่ืองแลว้น าเขา้สู่บริบท

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๐๓

    ตัวอย่างบทน า อ่านออกเขียนได้อย่างไทยโบราณ

    เช่ือกนัมาวา่คนแก่มกัจะมองไปขา้งหลงั ส่วนคนหนุ่มสาวมองไปขา้งหนา้ คนแก่ท่ีมองไปขา้งหลงัอย่างเดียว มกัเล่าความหลงัเพราะไม่มีอะไรนอกจากความหลงั หากคนแก่ไม่มองไปขา้งหนา้ก็จะเป็นคนแก่ท่ีไม่ทนัโลก เป็นคนแปลกหนา้ของโลก ในโลกท่ีแปลกหนา้ของตน จนอาจไม่ชอบโลกและเบ่ือโลก แลว้ยอ้นมองแต่โลกขา้งหลงัท่ีคุน้เคยและดูสวยงามกวา่ คนหนุ่มสาวท่ีเอาแต่มองไปขา้งหนา้ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นเร่ืองซ ้ าโดยเฉพาะผิดซ ้ า ไม่มีครูคอยย ้าคอยเตือนใหร้ะวงั เหมือนรถมีความแรงท่ีไม่มีหา้มลอ้ คนหนุ่มสาวท่ีไม่รู้จกัมองไปขา้งหลงั จะยั้งคิด เขา้ใจคุณค่า น ามาต่อยอดได ้ประสบการณ์ของคนนั้นมีค่าเพราะว่าคนแก่ไม่ไดแ้ปลว่าคนโง่ คนหนุ่มสาวรู้จกัฟังเร่ืองเล่าของคนแก่กจ็ะไม่โง่และไม่ท าอะไรโง่ๆ จนเป็นคนโง่ตั้งแต่ยงัหนุ่มสาวคนหนุ่มสาวนั้นไม่รู้ตวัว่าความหนุ่มสาวอยู่ไม่นาน ส่วนคนแก่ไม่รู้ตวัว่าความแก่มาถึงเร็ว คนกว่าจะยอมรับว่าตนแก่ก็เม่ือแก่เกินไปจนใชป้ระโยชน์ไม่ค่อยได ้จึงอยากเล่าไวเ้สียแต่วนัน้ีว่ามีดีอะไรในการสอนภาษาไทยอย่างโบราณ จะไดเ้ป็นสารท่ีสืบสานให้ใช้วิจารณญาณกนัต่อไป อาจจะช่วยแกไ้ขในการเรียนภาษาไทยท่ีไม่สมัฤทธ์ิผลอยูทุ่กวนัน้ี

    ( ปรีชา ชา้งขวญัยืน, ๒๕๔๙, หนา้ ๒๓ )

    ๑.๒.๒ เน้ือเร่ือง ส่วนการเขียนเน้ือเร่ืองในบทความวิชาการนั้น ผูเ้ขียนบทความจะตอ้งวางโครงเร่ืองให้เน้ือหามีเอกภาพ คือความเป็นอนัหน่ึงอนัเดียวกนั และเรียงร้อยกนัอยา่งต่อเน่ืองท่ีเรียกว่าสัมพนัธภาพเพื่อน าไปสู่ขอ้สรุปอนัเป็นหวัใจของเร่ือง หรือสาระท่ีส าคญั เรียกวา่สารัตถภาพ การเรียงล าดบัประเด็นหรือหวัขอ้ของเน้ือหานบัตั้งแต่จุดเร่ิมตน้ไปสู่ส่วนสรุป ทั้งน้ีการวางล าดบัเน้ือหาและประเด็นหรือหัวขอ้จะตอ้งมีความเป็นเอกภาพในแต่ละย่อหน้า โดยย่อหน้าหน่ึงๆ ตอ้งมีใจความส าคญัเพียงใจความเดียวหรือผูเ้ขียนจะตอ้งมีจุดมุ่งหมายมุ่งเสนอความคิดหลกัในย่อหน้านั้นเพียงความคิดเดียว ขณะเดียวกนัเม่ือจบย่อหน้าๆ หน่ึงแลว้ ย่อหน้าต่อไปท่ีจะกล่าวจะตอ้งมีเน้ือหาท่ีมีสัมพนัธภาพต่อจากย่อหน้าท่ีแลว้ ตวัอย่างเช่น การเขียนบทความวิชาการเร่ืองวิถีไทยในวรรณคดีสมยัอยุธยา ย่อหน้าแรกกล่าวถึงสภาพสังคมในสมยัอยุธยา พอมาในยอ่หนา้ต่อไปก็จะตอ้งกล่าวถึงสภาพวิถีชีวิตประชาชนในสมยัอยุธยาเพื่อให้สอดรับกบัส่ิงท่ีผูเ้ขียนไดก้ล่าวถึงสภาพสังคมทัว่ๆ ไปในย่อหน้าท่ีแลว้ ทั้งน้ีการเขียนโดยรักษาเน้ือหาใหมี้สัมพนัธภาพนั้นก็เพื่อให้ผูอ่้านสามารติดตามอ่านไดอ้ยา่งราบร่ืน อีกทั้งยงัท าให้ผูเ้ขียนบทความสามารถเรียงล าดบัความคิดท่ีจะกล่าวในแต่ละย่อหน้าเพื่อน าไปสู่สาระส าคญัของบทความ

  • ๑๐๔ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    การเขียนเน้ือเร่ืองท่ีดีจะตอ้งมีการน าเสนอมุมมองใหม่หรือความคิดใหม่ท่ีผูเ้ขียนบทความมีความคิดเห็นแตกต่างไปจากขอ้สันนิษฐานท่ีมีมาก่อนหนา้นั้นหรืออาจจะมีการน าเสนอองคค์วามรู้ใหม่เพื่อให้ผูอ่้านรู้สึกวา่ไดค้น้พบขอ้มูลใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กบัผูเ้ขียนบทความดว้ย ๑.๒.๓ บทสรุป หลงัจากท่ีผูเ้ขียนบทความไดว้ิเคราะห์ในแต่ละหัวขอ้ท่ีตั้งไวใ้นบทความเสร็จส้ินแลว้ ก็จะตอ้งน าไปสู่กระบวนการสุดทา้ยคือการเขียนบทสรุป การเขียนบทสรุปนอกจากจะเป็นวิธีการท่ีจะท าให้ผูเ้ขียนสามารถปิดตน้ฉบบับทความแลว้ ยงัเป็นการกล่าวสรุปเน้ือหาในบทความทั้งหมดรวมทั้งใหข้อ้เสนอแนะแก่ผูอ่้านหรือผูท่ี้สนใจสามารถน าขอ้เสนอแนะไปศึกษาคน้ควา้ต่อไปได ้ ๑.๓ ส่วนท้าย การเขียนบทความวชิาการเปรียบไดก้บัการจดัท ารายงาน หรือถา้เป็นล าดบัการศึกษาขั้นสูงข้ึนไปก็เรียกวา่วทิยานิพนธ์ซ่ึงจะตอ้งมีการจดัท ารายการอา้งอิงหรือบรรณานุกรมเพื่อบอกกล่าววา่ขอ้มูลท่ีผูเ้ขียนไดน้ ามาเป็นแหล่งคน้ควา้น ามาจากท่ีใดบา้ง ดงันั้นเม่ือผูเ้ขียนบทความไดมี้การตั้งปัญหา มีการวิเคราะห์ขอ้มูลโดยใช้ทฤษฎีหรือมีระเบียบวิธีวิเคราะห์ เพื่อให้ไดผ้ลสรุปท่ีตามมาหลงัจากการวเิคราะห์ไดเ้สร็จส้ินลงก็จะตอ้งมีการบอกกล่าวแหล่งขอ้มูลท่ีคน้ควา้ การบอกกล่าวแหล่งคน้ควา้ขอ้มูลนั้นสามารถท าไดห้ลายวิธี เช่น รายช่ือผูแ้ต่งและหนงัสือ ขอ้มูลเก่ียวกบัการสัมภาษณ์ รายช่ือเวบ็ไซต์จากแหล่งขอ้มูลสารสนเทศ นอกจากน้ีในส่วนท้ายเร่ืองของบทความ อาจเป็นการจัดท าเชิงอรรถซ่ึงเป็นการอธิบายถึงแหล่งขอ้มูลอา้งอิง หรืออธิบายข้อความเพิ่มเติมจากค าส าคญัหรือประโยคส าคญัในบทความท่ีไม่สามารถกล่าวในบทความได้ ขณะเดียวส่วนท้ายเร่ืองบทความยงัเป็นการเพิ่มเติมเน้ือหาบางส่วนนอกเหนือจากท่ีผูเ้ขียนบทความไม่สามารถน าเสนอได ้เช่น ภาคผนวก ซ่ึงไดแ้ก่ตาราง รูปภาพ

    หลกัการเตรียมตัวเขยีนบทความวชิาการ ปรีชา ชา้งขวญัยืน (๒๕๕๐, หนา้ ๗๘-๗๙ ) กล่าวถึงหลกัในการเตรียมตวัเขียนงานวิชาการนั้น มีอยู ่๔ กระบวนการ คือ ใฝ่รู้ คน้ควา้ เรียบเรียง และลงมือเขียน ทกัษะทั้ง ๔ กระบวนการน้ีนบัว่าเป็นหัวใจพื้นฐานส าคัญในการเขียนบทความ เพราะนอกจากจะเป็นทักษะทางด้านการส่งสารท่ีมีความส าคญัต่อกระบวนการส่ือสารแลว้ยงัเป็นกระบวนการฝึกการเขียนท่ีสามารถน าไปประยุกต์ใชไ้ด้กบังานเขียนทุกประเภท ไม่เฉพาะแต่บทความวิชาการ อาจจะเป็นบทความวิจยั บทความวิจารณ์หรือขอ้เขียนปกิณกะทัว่ๆไป เพราะงานเขียนแต่ละประเภทนั้นจะตอ้งอาศยัทกัษะทั้ง ๔ กระบวนการน้ีเป็นพื้นฐานในการเขียนบทความ ๑. การเป็นผู้ใฝ่รู้ ผูเ้ขียนบทความจะตอ้งมีคุณสมบติัท่ีส าคญัประการหน่ึงคือการเป็นผูใ้ฝ่รู้ เม่ืออ่านมากเขา้ก็ยอ่มจะสั่งสมภูมิความรู้ อีกทั้งการเป็นผูใ้ฝ่รู้ยงัมีความส าคญัต่อการเอ้ือให้เกิดการก าหนดหวัขอ้เร่ืองท่ี

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๐๕

    จะเขียน ตลอดจนสามารถคน้ควา้ขอ้มูลเพื่อน ามาเขียนไดอ้ยา่งรวดเร็ว เพราะขอ้มูลเหล่านั้นผูเ้ขียนเคยอ่านผา่นมาแลว้ การใฝ่รู้นบัเป็นบนัไดขั้นแรกท่ีจะสร้างสรรคบ์ทความวิชาการข้ึนมา เพราะเม่ือมีความรู้แลว้ก็ย่อมตอ้งการท่ีจะถ่ายทอดความรู้ออกมาเป็นงานเขียน ทั้งยงัท าให้ผูเ้ขียนสามารถเลือกท่ีจะเขียนบทความหรือมีแนวคิดในการน าเสนอบทความใหม่ๆ ซ่ึงการเลือกเร่ืองท่ีจะเขียนน้ีต้องพิจารณาถึงประเด็นต่างๆท่ีคนทัว่ไปมองขา้ม เพื่อหลีกเล่ียงความซ ้ าซอ้นจากบทความท่ีมีผูเ้ขียนมาแลว้ และ สนองความตอ้งการของกลุ่มผูอ่้านดงันั้นการเป็นผูใ้ฝ่รู้จะช่วยใหผู้เ้ขียนมีความคิดกวา้งข้ึน มีหวัขอ้เร่ืองท่ีจะเขียนมากข้ึนเพราะมาจากการอ่านมาก รู้มากหรือท่ีเรียกวา่พหูสูต นอกจากน้ี การใฝ่รู้อาจจะไม่ไดห้มายถึงการมุ่งแต่เพียงศึกษาจากต าราเพื่อให้เกิดความคิดท่ีจะเขียนบทความวิชาการเท่านั้น หากยงัมาจากส่ือหรือประสบการณ์ต่างๆ ท่ีรายลอ้มผูเ้ขียนก็ได ้เช่น เม่ือผูเ้ขียนไดช้มข่าว หรือภาพยนตร์เห็นความน่าสนใจของขอ้มูล หรือมีการตั้งขอ้สงสัยต่อขอ้มูลท่ีผูเ้ขียนไดรั้บจากการบริโภคส่ือก็อาจน าไปสู่การคิด เม่ือคิดมากข้ึนก็จะน าไปสู่การสร้างโครงเร่ือง ซ่ึงโครงเร่ืองเป็นการสร้างเคา้โครงของงานเขียนบทความวิชาการ แสดงขอบเขต แนวคิด หรือหัวขอ้ส าคญั เพราะการเขียนโครงเร่ืองน้ีเป็นการจดัระบบความคิดก่อนเขียน และการวิเคราะห์ในล าดบัต่อมา เช่น ผูเ้ขียนชมข่าวท่ีกล่าวถึงคติความเช่ือของคนไทยภาคอีสานต่อเร่ืองผฟ้ีาก็จะน าไปสู่การคิดทางหลกัวชิาการวา่ ผีฟ้าคือผีท่ีดี คอยปกป้องลูกหลาน และผีฟ้ามีก าเนิดมาจากท่ีใด มีอิทธิพลต่อความคิดความเช่ือคนไทยภาคอีสานอย่างไร เม่ือมีการจดัความคิดได้ดังกล่าวแล้วก็จะก่อกระตุ้นให้ผูเ้ขียนสนใจและใฝ่รู้ท่ีจะคน้ควา้หาขอ้มูลเพื่อตอบค าถามเก่ียวกบัผีฟ้า ท าให้ผูเ้ขียนสามารถวางโครงเร่ืองและเขียนเป็นบทความวชิาการเพื่อแสดงความรู้ท่ีไดจ้ากการไปศึกษาคน้ควา้ขอ้มูลเก่ียวกบัผฟ้ีาเผยแพร่ใหผู้อ่ื้นไดอ่้าน ๒. การค้นคว้าข้อมูล เม่ือเกิดความคิดว่าจะเขียนบทความวิชาการเร่ืองอะไรแลว้ ผูเ้ขียนจะตอ้งส ารวจขอ้มูลจากแหล่งสืบค้นข้อมูลท่ีสามารถให้ความสะดวกในการบริการและให้ข้อมูลแก่ผูเ้ขียนได้ เช่น หอสมุดแห่งชาติ ศูนย์วิทยบริการของมหาวิทยาลัย ห้องสมุดประชาชน การสืบค้นข้อมูลเพื่อน ามาเขียนบทความนั้นสามารถสืบค้นจากฐานข้อมูลประเภทส่ือส่ิงพิมพ์ ได้แก่ หนังสือ วารสาร นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ข้อมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ แถบบนัทึกเสียง วิซีดี ซีดีรอม หรือข้อมูลในส่ือสารสนเทศอยา่งเช่นขอ้มูลจากเวบ็ไซต ์เป็นตน้ การคน้ควา้ขอ้มูลน้ีนอกจากจะเป็นพื้นฐานในการสืบคน้ขอ้มูลเพื่อท่ีจะน ามาเขียนบทความแลว้ ยงัเป็นการเพิ่มพูนความรู้ให้กบัผูเ้ขียนบทความดว้ย เพราะการคน้ควา้ขอ้มูลจะตอ้งมีการอ่านหนงัสือ วารสาร นิตยสารหรือส่ือส่ิงพิมพอ่ื์นๆ เป็นจ านวนมากเพื่อน ามาเป็นขอ้มูลในการเขียนบทความ ท าให้ผูเ้ขียนไดอ่้านขอ้มูลท่ีไม่เก่ียวขอ้งกบัขอ้มูลท่ีน ามาใชป้ระกอบการเขียนบทความ นบัวา่เป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางวชิาการใหแ้ก่ผูเ้ขียนไดอี้กทางหน่ึง

  • ๑๐๖ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    ๓. การเรียบเรียงความคิด เม่ือผูเ้ขียนมีความคิดท่ีจะเขียนบทความเร่ืองหน่ึง ความคิดดังกล่าวน้ียงัไม่ถูกจดัว่าเป็นความคิดของการเร่ิมตน้เขียนบทความ เพราะเป็นเพียงความคิดท่ีจะเขียนเท่านั้น การคิดท่ีจะเร่ิมเขียนบทความจะตอ้งเร่ิมตน้มาจากการท่ีเกิดประเด็นหรือหัวขอ้ในการวิเคราะห์ โดยอาจจะมาจากการอ่าน การคน้ควา้ การสัมภาษณ์ การปรึกษาหรือการสนทนากนัในหมู่นกัวิชาการแวดวงเดียวกนั เม่ือผูเ้ขียนไดค้วามคิดท่ีมาจากกระบวนการต่างๆ ดงัท่ีกล่าวไปแลว้ ผูเ้ขียนก็จะเกิดการจดัระเบียบความคิดหรือมีการคิดอย่างเป็นระเบียบ การจัดระเบียบความคิดของผูเ้ขียนบทความน้ีจะช่วยให้ผูอ่้านสามารถมองเห็นประเด็นปัญหาหรือเขา้ใจเน้ือหาท่ีผูเ้ขียนมีการเรียงล าดบัความคิดไดเ้ป็นอยา่งดี ๔. การเขียน ขั้นตอนท่ีส าคญัท่ีสุดในการเขียนบทความวิชาการก็คือการลงมือเขียน ซ่ึงจะเกิดข้ึนได้ก็ต่อเม่ือผูเ้ขียนมีความพร้อมทั้งการคิด การเตรียมหวัขอ้เร่ือง การวางโครงเร่ือง ขอ้มูล ส่ิงท่ีส าคญัคือการท่ีจะถ่ายทอดความคิดนั้นออกมาเป็นภาษา ขั้นตอนดงักล่าวน้ีผูเ้ขียนจะตอ้งค านึงถึงความถูกตอ้งทางหลักวิชาการ รวมทั้งจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องตามแบบแผนทางวิชาการ มีการอ้างอิงและมีบรรณานุกรมทา้ยเร่ืองบทความ หลกัในการเขียนบทความจะตอ้งเร่ิมตั้งแต่การตั้งช่ือเร่ือง การวางโครงเร่ือง การเตรียมหวัขอ้เร่ืองและการลงมือเขียน บทความทางวชิาการทีด่ีควรมีคุณลกัษณะดังต่อไปนี้ ๑. มีช่ือเร่ืองน่าสนใจสอดคลอ้งกบัประเด็นหรือแนวคิดตามโครงเร่ืองท่ีก าหนดไว ้เน้ือหาทางวชิาการถูกตอ้ง สมบูรณ์ ทนัสมยั ๒. มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสรุปประเด็นตามหลกัวิชาการ จากแหล่งต่างๆ พร้อมทั้งเสนอความรู้ดว้ยวธีิการท่ีเป็นประโยชน์ ๓. สามารถสอดแทรกความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ต่อยอดองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมได ้ ๔. มีการคน้ควา้อา้งอิงจากแหล่งท่ีเช่ือถือได ้สมบูรณ์ ทนัสมยั มีระบบท่ีถูกตอ้ง ๕. มีวธีิการเขียนและสามารถใชภ้าษาทางการไดอ้ยา่งถูกตอ้งเหมาะสม เขา้ใจง่าย

    จรรยาบรรณในการเขยีนบทความวชิาการ การเขียนบทความวิชาการพึงระลึกเสมอว่า ตอ้งตั้ งใจจริงในการน าเสนอขอ้มูลท่ีถูกตอ้งเพื่อพฒันาและเผยแพร่วิชาการในสาขาของตน การบิดเบือนขอ้มูลหรือการวิเคราะห์ วิจารณ์ วิพากษเ์พื่อผลประโยชน์ของตน หรือหมู่คณะหรือการน าผลงานผู ้อ่ืนมาเป็นของตนนับว่าเป็นการท าผิดจรรยาบรรณของนกัวิชาการ ผูเ้ขียนควรเสนอผลงานอย่างสร้างสรรค ์ไม่กล่าวร้ายป้ายสีนกัวิชาการท่ีมีความคิดเห็นท่ีแตกต่างจากความคิดของตน

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๐๗

    สุชาติ ประสิทธ์ิรัฐสินธ์ุ ( ๒๕๕๐, หนา้ ๖๐๑) กล่าววา่จรรยาบรรณหมายถึงกฎเกณฑ์แห่งความดีท่ีคนดีพึงปฏิบติั ก็คือความซ่ือตรงต่อการน าขอ้มูลมาใช ้ดงันั้นผูเ้ขียนบทความจึงตอ้งมีหลกัปฏิบติัท่ีส าคญัในการเขียนบทความ ทั้งน้ีการมีหลกัปฏิบติัไม่ได้หมายถึงหลกัการเขียนหรือหลกัการคน้ควา้ขอ้มูลเพื่อเตรียมท่ีจะน ามาเขียนเท่านั้น หากแต่เป็นหลกัปฏิบติัในการเป็นผูเ้ขียนบทความวิชาการท่ีดีหรือเรียกสั้นๆ วา่จะตอ้งมีจรรยาบรรณของผูเ้ขียนนัน่เอง ส าหรับจรรยาบรรณในการเป็นผูเ้ขียนบทความวชิาการท่ีดีนั้น มีหลกัปฏิบติัอยู ่๓ ประการดงัน้ี ๑. จรรยาบรรณในการให้เกยีรติ ผูเ้ขียนบทความวิชาการจะตอ้งพึงระลึกถึงอยูเ่สมอวา่การเขียนบทความวิชาการเร่ืองหน่ึงๆ นั้น นอกจากจะมาจากการเรียงล าดบัความคิดของตนเอง การคน้ควา้ ตีความและวิเคราะห์จนไดข้อ้สรุปของตนเองแลว้นั้น ส่ิงส าคญัก็คือผูเ้ขียนบทความจะตอ้งมีการศึกษาขอ้มูลตลอดจนมีการคน้ควา้ขอ้มูลเพื่อเป็นหลักฐานสนับสนุนความคิดในการเขียนหรือท าให้เข้าใจในส่ิงท่ีไม่รู้จนเกิดความกระจ่างและสามารถถ่ายทอดเป็นบทความวชิาการได ้ ขณะเดียวกนับทความวิชาการอาจเกิดข้ึนมาจากการท่ีมีผูไ้ปอ่านบทความท่ีมีผูเ้ขียนมาแลว้ก่อนหนา้นั้น และผูอ่้านกลบัมีความคิดท่ีตรงกนัขา้มกบับทความดงักล่าวจึงมีจุดมุ่งหมายท่ีจะเขียนบทความเพื่อแสดงขอ้มูลหรือหลกัฐานท่ีมีความสมบูรณ์ถูกตอ้งกวา่ ดงันั้นผูเ้ขียนบทความวิชาการท่ีดีจะตอ้งให้เกียรติแก่ผูท่ี้ได้รวบรวมข้อมูลท่ีผูเ้ขียนได้น ามาอ้างถึงหรือน ามาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเขียน ตลอดจนยงัตอ้งมีจรรยาบรรณของนักวิชาการท่ีดีไม่กล่าวให้ร้ายหรือวิพากษ์วิจารณ์ผูเ้ขียนบทความวิชาการท่ีไดเ้ขียนมาก่อนหน้านั้นในทางสร้างความเส่ือมเสีย ทั้งน้ีจรรยาบรรณในการให้เกียรติของผูเ้ขียนบทความวิชาการมีลกัษณะท่ีส าคญั ๒ ประการ คือการให้เกียรติแก่เจา้ของขอ้มูลหรือผูท่ี้คน้ควา้ขอ้มูลมาก่อนและการไม่กล่าวพาดพิง ๑.๑ การให้เกยีรติแก่เจ้าของข้อมูลหรือผู้ทีค้่นคว้าข้อมูลมาก่อน การใหเ้กียรติแก่เจา้ของขอ้มูลหรือผูท่ี้คน้ควา้มาก่อน สามารถท าได ้๒ วธีิ คือ ๑.๑.๑ การท าเชิงอรรถอ้างอิง การจดัท าเชิงอรรถอา้งอิงเป็นการบอกแหล่งขอ้มูลท่ีคน้ควา้มาประกอบการเขียน ดงันั้นผูเ้ขียนบทความจะตอ้งกล่าวถึงรายละเอียดเก่ียวกบัขอ้มูลนั้น เช่น ช่ือผูแ้ต่ง ช่ือหนงัสือ คร้ังท่ีพิมพ(์ถา้มี) สถานท่ีพิมพ ์ส านกัพิมพ์ บางคร้ังการจดัท าเชิงอรรถอา้งอิงอาจเป็นการอธิบายขอ้มูลเพิ่มเติมก็ได ้ การอธิบายในเชิงอรรถอา้งอิงในลกัษณะดงักล่าวจึงอาจจะเป็นการให้ค าอธิบายโดยอาจเป็นการสรุปความคิดเห็นของเจา้ของขอ้มูลหรือจากการท่ีผูเ้ขียนไดไ้ปสัมภาษณ์มา ทั้งน้ีก็จะตอ้งบอกรายละเอียดเก่ียวกบัขอ้มูลเช่นเดียวกบัการอา้งอิงขอ้มูล ปรีชา ชา้งขวญัยืน (๒๕๕๐, หนา้ ๑๐๑-๑๐๒) กล่าวว่า การอา้งอิงอาจท าได ้๒ แบบ คือแบบแทรกปนไปในเน้ือหา และแบบลงเชิงอรรถ ซ่ึงมีทั้งแบบท่ีเป็นการอา้งท่ีมา การอธิบายความหมายและการโยงความคิดหรือเร่ืองราว

  • ๑๐๘ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    การอ้างอิงแบบแทรกปนไปในเน้ือหา มีข้อดีคือไม่เปลืองเน้ือท่ี และไม่เสียเวลาในการท ารายละเอียดซ ้ าในรูปแบบเชิงอรรถ มี ๒ ระบบ คือระบบนามปี และระบบหมายเลข แต่ท่ีนิยมใช้ในปัจจุบนัน้ีคือระบบนามปี - ระบบนามปี เป็นการอา้งอิงโดยลงช่ือผูแ้ต่ง ปีท่ีพิมพ์ และเลขหน้าของเอกสารท่ีอา้งอิง ตวัอยา่งเช่น สุภาพรรณ บุญสะอาด (๒๕๕๐, หนา้ ๓๘ ) กิจการพิมพใ์นเมืองไทย เกิดข้ึนเป็นคร้ังแรก ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๓๗๑ ๑.๑.๒ การจัดท าบรรณานุกรม การจดัท าบรรณานุกรม หมายถึงการจดัท ารายการหนงัสือท่ีใช้ประกอบการเขียนซ่ึงบอกรายละเอียดเก่ียวกบัเอกสารนั้น และจดัเรียงตามล าดบัตวัอกัษร กล่าวถึงรายละเอียดเก่ียวกบัขอ้มูล ไดแ้ก่ ช่ือผูแ้ต่ง. (ปีท่ีพิมพ)์. ช่ือหนังสือ. ปีท่ีพิมพ.์ คร้ังท่ีพิมพ(์ถา้มี). สถานท่ีพิมพ.์ ส านกัพิมพ์. แต่บรรณานุกรมจะมีลกัษณะต่างจากเชิงอรรถอา้งอิง ก็คือเป็นการรวบรวมรายช่ือ หรือรายละเอียดเก่ียวกบั ขอ้มูล แหล่งคน้ควา้ท่ีปรากฏในบทความทั้งหมดไวท่ี้หนา้สุดทา้ยของบทความ วิธีการดงักล่าวน้ีนอกจากจะให้เกียรติแก่เจา้ของขอ้มูลท่ีผูเ้ขียนบทความไดน้ ามาประกอบเป็นขอ้มูลพื้นฐาน ในการเขียนบทความแลว้ยงัเป็นการแนะน าใหผู้อ่้านสามารถไปสืบคน้ขอ้มูลตามท่ีปรากฏใบรรณานุกรม ไดอ้ยา่งสะดวกและ รวดเร็วยิง่ข้ึน ตัวอย่างการลงบรรณานุกรม หนังสือ ขจร สุขพานิช. (๒๕๔๗). ข้อมูลประวตัิศาสตร์ : สมัยอยุธยา. กรุงเทพฯ :โรงพิมพม์หาวทิยาลยั ธรรมศาสตร์ บทความ ณรงค ์ พว่งพิศ.“บทวิเคราะห์ว่าด้วยการแย่งชิงอ านาจทางการเมืองผู้น าไทยระหว่าง พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐”วารสารประวติัศาสตร์ ๔ (พฤษภาคม–สิงหาคม๒๕๒๒),หนา้ ๑-๓๓.

    ๑.๒ การไม่กล่าวพาดพงิ ผูเ้ขียนบทความวิชาการจะตอ้งพึงระลึกถึงอยูเ่สมอวา่การเขียนบทความวิชาการเป็นการน าเสนอความรู้ น าเสนอผลการศึกษาคน้ควา้ท่ีไดจ้ากการวเิคราะห์ขอ้มูล ตลอดจนอาจเป็นการน าขอ้มูลเก่าหรือขอ้คน้พบเก่ามาตีความใหม่เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ ทั้งน้ีการน าเสนอความรู้ทางวิชาการในแบบแรกนั้นยอ่มก่อใหเ้กิดองคค์วามรู้ใหม่ แต่การน าเสนอความรู้ทางวิชาการในแบบท่ีสองนั้นมาจากการท่ีผูเ้ขียนบทความมีความคิดเห็นท่ีแตกต่างไปจากบทความท่ีมีก่อนหนา้นั้นหรือไดค้น้พบค าตอบท่ีมีความน่าเช่ือถือ ถูกตอ้งและสมบูรณ์กวา่จึงน าเสนอความรู้ใหม่น้ีเป็นบทความ ดงันั้นส่ิงท่ีหลีกเล่ียงไม่ไดใ้นการเขียนบทความแบบท่ีสองก็คือจะตอ้งกล่าวถึงบทความเร่ืองนั้นๆ หรือตอ้งมีการพาดพิงถึงผูเ้ขียนบทความ เพื่อช้ีให้เห็นวา่ท าไมจึงตอ้งเขียนบทความเร่ืองใหม่ข้ึนมา ส่ิง

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๐๙

    หน่ึงท่ีตอ้งค านึงถึงก็คือการกล่าวถึงบทความหรืออา้งถึงผูเ้ขียนท่านอ่ืนๆ ซ่ึงผูเ้ขียนบทความมีความคิดเห็นท่ีไม่ตรงกนันั้นจะตอ้งกล่าวถึงผูเ้ขียนท่านนั้นหรือบทความเร่ืองนั้นในเชิงวิชาการคือมีการแสดงความคิดเห็นวา่ท าไมเราจึงตอ้งเขียนบทความเร่ืองน้ีข้ึนมาใหม่ อาจจะเป็นเพราะมีการคน้พบขอ้สรุปท่ีชัดเจนกว่าขอ้สรุปท่ีมีมาก่อนหน้านั้น หรือการตีความของผูเ้ขียนท่านนั้นมีความคลาดเคล่ือนจากขอ้เท็จจริง จึงท าให้ต้องมีการศึกษาใหม่เพื่อให้ได้ขอ้สรุปท่ีชัดเจนยิ่งข้ึน วิธีการกล่าวถึงผูเ้ขียนหรือบทความดงักล่าวควรมีการใชถ้อ้ยค าอยา่งละมุนละม่อม ไม่ควรแสดงค าท่ีสามารถส่ือถึงความรู้สึกท่ีไม่เห็นดว้ยอยา่งรุนแรง เพราะอาจจะสร้างความเขา้ใจผิดต่อผูเ้ขียนบทความเร่ืองดงักล่าวหลงัจากท่ีไดม้าเห็นบทความท่ีเขียนข้ึนมาใหม่และมีการกล่าวอา้งถึงช่ือของตนไว ้ นอกจากน้ีผูเ้ขียนบทความจะตอ้งพึงระวงัคือไม่ควรกล่าวพาดพิงถึงผูเ้ขียนบทความท่านอ่ืนหรือบทความเร่ืองอ่ืนวา่มีการคน้ควา้และศึกษาอย่างไม่รอบคอบ เพราะแสดงถึงการไม่ให้เกียรติแก่ผูเ้ขียนท่านอ่ืน ทั้งน้ีประโยคท่ีควรหลีกเล่ียงการกล่าวพาดพิงถึงนกัวิชาการท่านอ่ืนในกรณีท่ีผูเ้ขียนบทความไม่เห็นด้วยนั้น เช่น “ผู้ เขียนไม่เห็นด้วยอย่างย่ิง” หรือ “ผู้ เขียนเข้าใจว่า(ช่ือนักวิชาการท่านอ่ืน) ได้วิเคราะห์มานั้นถือว่าเป็นงานวิจัยท่ีแสดงถึงความไม่รอบคอบของผู้ วิจัย” หรือ “บทความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นถึงความคิดของผู้ เขียนท่ีผิดไปจากความจริงอย่างมาก” ทั้งน้ีผูเ้ขียนควรท่ีจะใช้ว่า “ผู้ เขียนมีความเห็นท่ีแตกต่างไปจากบทความนี้ด้วยเหตุผลว่า” หรือ “ผู้ เขียนขอเสนอความเห็นเพ่ิมเติมจากบทความดังกล่าวไว้ว่า” ซ่ึงจะท าให้ความรุนแรงหรือการมีน ้ าเสียงของการไม่ให้เกียรติในเวลาท่ีกล่าวพาดพิงถึงผลงานหรือนกัวชิาการท่านอ่ืนลดลงไปอยา่งเห็นไดช้ดัเจน ๒. จรรยาบรรณในการเป็นนักวชิาการทีด่ี บทความวิชาการคือทรัพยสิ์นทางปัญญาประเภทหน่ึง แมจ้ะไม่มีการจดลิขสิทธ์ิหรือออกสิทธิบตัรเพื่อรองรับว่าเป็นผลงานของผูเ้ขียนเหมือนกับการคิดคน้ส่ิงประดิษฐ์หรือสร้างนวตักรรมใหม่ๆ ของนกัวิจยั หากบทความวิชาการก็มีลิขสิทธ์ิความเป็นเจา้ของผลงานปรากฏดงัท่ีมีรายช่ือของผูเ้ขียนบทความอยูใ่นส่วนน าของบทความ ดงันั้น ผูเ้ขียนบทความวิชาการจะตอ้งพึงระลึกถึงความเป็นนักวิชาการท่ีดี จะต้องไม่น าบทความของผู ้เขียนคนอ่ืนมาเป็นบทความของตัวเอง ซ่ึงถือว่าผิดจรรยาบรรณของความเป็นนกัวชิาการ ไม่มีคุณสมบติัของนกัวชิาการท่ีดี เพราะแสดงถึงความไม่ซ่ือสัตย์และการไม่เคารพต่อผลงานของผูอ่ื้น ๓. จรรยาบรรณในฐานะผู้อนุรักษ์ภาษาไทย การเขียนบทความวิชาการนอกจากจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ ถ่ายทอดความคิดรวมทั้ งถ่ายทอดประสบการณ์ท่ีสั่งสมมาอย่างช้านานของผูเ้ขียน จนสามารถกลัน่กรองออกมาเป็นความรู้ท่ีน าเสนอในบทความแลว้ การเขียนบทความวชิาการยงัเป็นวิธีอนุรักษก์ารใชภ้าษาไทยให้ถูกตอ้งตรงตามแบบแผนภาษาไทย เพราะผูเ้ขียนบทความจะต้องมีการใช้ภาษาไทยในการเรียบเรียงเพื่อถ่ายทอดความคิด ดงันั้นบทความวิชาการท่ีดีจึงตอ้งมีการเรียบเรียงภาษาท่ีถูกตอ้งตามโครงสร้างทางภาษาไทย

  • ๑๑๐ | G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร

    ไม่มีการใชป้ระโยคหรือโครงสร้างทางประโยคแบบภาษาองักฤษ เช่น “ในการ” หรือภาษาไทยจะไม่มีประโยคแบบผูก้ระท าและผูถู้กกระท า เช่น “การท่ีถูกท าให”้ หรือ “การเป็นฝ่ายไดรั้บ” นอกจากน้ีในภาษาไทยมีการบญัญติัศพัท์บางค าเพื่อให้มีการใช้ค าไทยและค าองักฤษปะปนกนั และถึงแมจ้ะมีค าบางค าท่ีเม่ือใชค้ าท่ีบญัญติัข้ึนมาแลว้กลบัส่ือสารไม่ชดัเจนก็จะอนุโลมให้ใชค้ าองักฤษแทนนั้น หากก็มีบทความวิชาการบางบทความมกัจะนิยมใช้ค าไทยและค าองักฤษในบทความเร่ืองเดียวกันเพื่อแสดงถึงภู มิ รู้ทางภาษา ซ่ึงท าให้บทความนั้ นมีคุณค่าลดลงไปเพราะมีการใช้ค าภาษาต่างประเทศฟุ่มเฟือยเกินไป ดงันั้นผูเ้ขียนบทความจึงตอ้งตระหนกัถึงลกัษณะและความส าคญัของภาษาไทยอีกทั้งยงัตอ้งใชภ้าษาใหถู้กวธีิ เพื่อเป็นการอนุรักษภ์าษาไทยในอีกทางหน่ึง ตัวอย่างลกัษณะงานเขียนบทความวชิาการอย่างสังเขป เร่ืองที ่๑ บทความวชิาการทีไ่ม่มีบทคัดย่อ

    ที่มาของเร่ืองนารายณ์ปราบนนทุก บทน า นนทุกเป็นตวัละครส าคญัตวัหน่ึงในเร่ืองรามเกียรต์ิ เร่ืองของนนทุกในเร่ืองรามเกียรต์ิเป็นค าอธิบายวา่เหตุใดทศกณัฑย์กัษเ์จา้กรุงลงกาจึงมี ๑๐ หนา้ ๒๐ มือ ตามเร่ืองนนทุกเป็นยกัษ ์ เป็นบริวารของพระอิศวร มีหนา้ท่ีลา้งเทา้เทวดาท่ีมาเฝ้าพระอิศวรท่ีเขาไกรลาส นนทุกจึงมีหนา้ท่ีท างานประจ าอยู่ท่ีบนัไดเขาไกรลาส หนา้ตาท่าทางของนนทุกคงหนา้เอ็นดูหรือไม่ก็น่าขนั จึงท าให้เทวดาทั้งหลายชอบลอ้นนทุกเล่นต่างๆนานา เช่นบางองคล์บูหนา้ บางองคก์็ถอนผมนนทุกเล่น เป็นดงัน้ีนานมากถึงโกฏิปี ผมนนทุกก็ “โกร๋นโล้นเกลีย้งถึงเพียงหู” นนทุกคงมีธรรมชาติเป็นยกัษท่ี์รักสวยรักงามมาก พอเห็นเงาของตนในน ้ าก็เสียใจร้องไห้แลว้เกิดความแคน้แน่นใจถือวา่บรรดาเทวดาทั้งหลายดูหม่ินตน จึงคิดหาทางจะแกแ้คน้เทวดาเหล่าน้ีใหจ้งได ้ เนือ้เร่ือง เม่ือคิดไดด้งันั้นนนทุกก็ไปเฝ้าพระอิศวร นบัว่านนทุกรู้หลกัจิตวิทยาดี พอไดเ้ฝ้าพระอิศวรก็ทูลสดุดีสรรเสริญพระเมตตาคุณของพระอิศวรก่อนแลว้จึงตดัพอ้ต่อว่าพระอิศวรท่ีลืมให้รางวลัตน “พระองค์กเ็ป็นหลกัธาตรี ย่อมเมตตาปราณีท่ัวพักตร์ ผู้ใดท าชอบต่อเบือ้งบาท กป็ระสาทท้ังพรและยศศักด์ิ ตัวข้ากมี็ชอบนัก ล้างเท้าสุรารักษ์ถึงโกฏิปี พระองค์ผู้ทรงสักดาเดช ไม่โปรดเกศแก่ข้าบทศรี” พระอิศวรไดฟั้งนนทุกร าพนัตดัพอ้ก็เมตตาสงสาร จึงออกปากว่าจะประธานส่ิงท่ีนนทุกขอนนทุกจึงทูลขอของวิเศษทนัที “ให้นิว้ข้าเป็นเพชรฤทธี จะชี้ใครจงม้วยสังขาร์” พร้อมทั้งสัญญาว่าจะรับใชพ้ระอิศวรจนกวา่จะตาย น่าแปลกวา่ท าไมนนทุกจึงขอน้ิวเพชร แทนท่ีจะขออาวธุวิเศษอ่ืนๆเช่นตรีศูล หรือจกัร เม่ือไดรั้บประทานน้ิวเพชรแลว้นนทุกก าเริบอหงัการเหมือนยกัษต์วัอ่ืนๆท่ีไดพ้รวิเศษจากพระอิศวร นนทุกไปนัง่คอยท่าเทวดาท่ีบนัไดเขาไกรลาส “ขัดสมาธิน่ังยิม้ริมอ่างใหญ่ คอยหมู่เทวาสุราลัย ด้วยใจก าเริบอหังการ์” เม่ือเทวดามาถึงกล็อ้นนทุกเล่นดงัเคย นนทุกกแ็สดงฤทธ์ิช้ีน้ิวเพชรประหารเทวดา “ลม้ฟาด

  • G E L ๒ ๐ ๐ ๑ ภ า ษ า ไ ท ย เ ชิ ง วิ ช า ก า ร | ๑๑๑

    กลาดเกล่ือน” พระอินทร์ตกใจมากรีบไปเขา้เฝ้าพระอิศวรเล่าความใหฟั้ง แลว้ทูลถามพระอิศวรว่าประทานน้ิวเพชรใหน้นทุกหรือไฉน พระอิศวรช้ีแจงว่านนทุกท าความดีความชอบมานาน พระองคก์็ตอ้งประทานพรให้เป็นรางวลั แต่เม่ือนนทุกก าเริบอหงัการกจ็ะใหพ้ระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์รับบญัชาพระอิศวรแลว้ก็ออกมาแปลงกายเป็นนางเทพอปัสรทนัที น่ีก็น่าแปลกอีกเหมือนกนั ท าไมอยู่ๆ พระนารายณ์จึงแปลงกายเป็นนางอปัสร นนทุกเองกแ็ปลกใจ ดงัจะเห็นไดใ้นตอนต่อไป นางนารายณ์แปลงเยื้องกรายไปรออยูท่ี่ท่ีนนทุกจะเดินผ่าน เม่ือนนทุกเดินผ่านมาพบนางเขา้ นนทุกผู ้ชอบของสวยๆงามๆกห็ลงรักนางทนัที จึงเขา้ไปเก้ียวพา นางนารายณ์แปลงบอกนนทุกว่านางเป็น นางฟ้อนร าอยู่บนสวรรค ์ไม่ค่อยสบายใจ จึงลงมาเดินเล่นใหค้ลายทุกข ์และถา้จะใหน้างชอบนนทุกนนทุกตอ้งร าตามนางก่อน ถา้นนทุกร าตามนางไดจ้ริงๆนางกจ็ะชอบตอบ นนทุกไดฟั้งค านางก็ยิ้มกร่ิม เผยความว่า “พ่ีเป็นคนเก่าพอเข้าใจ” เร่ืองฟ้อนร าอยู่บา้ง “เชิญเจ้าร าเถิดนะนางฟ้า ให้ส้ินท่าท่ีนางจ าได้ ตัวพ่ีจะร าตามไป มิให้ผิดเพลงนางเทวี” นางนารายณ์แปลงก็ร าเพลงเทพพนมประถม ไปตามล าดบั นนทุกก็ร าตามดว้ยใจท่ีลุ่มหลงขาดสติ พอนางนารายณ์แปลงร าท่า “นาคาม้วนหางวง”ซ่ึงตอ้งช้ีน้ิวลงตรงตกั นนทุกกร็ าตาม น้ิวเพชรของนนทุกก็ท าใหข้าหกัลม้ลง นางนารายณ์ก็กลายร่างเป็นนารายณ์ส่ีกร เหยียบนนทุกไวพ้ร้อมท่ีจะประหารนนทุก นนทุกเห็นดงันั้นกรู้็สึกวา่ไม่ยติุธรรมจึงถามพระนารายณ์วา่ ตนท าผิดอะไร พระนารายณ์ตอบวา่ นนทุกผิดท่ีอหังการ ไม่เกรงพระอิศวรและไดฆ่้าเทวดามากมาย นนทุกยงัไม่หายขอ้งใจ จึงถามพระนารายณ์ต่อไปอีกวา่ ท าไมพระนารายณ์จึงตอ้งแปลงกายเป็นนางอปัสรมาปราบตน พระนารายณ์กลวัน้ิวเพชรของตนหรือไฉน พระนารายณ์ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร จึงยกความผิดใหน้นทุกว่า เพราะชะตานนทุ�